ข้อห้าม หลังคลอด
          หลังคลอดกลับมาบ้านแล้ว คุณแม่อย่าเพิ่งตีปีกร้องเย้ๆ ว่าต่อไปนี้สบายแล้ว จะทำอะไรก็ได้ดั่งใจ... ช้าก่อนค่ะ ถึงจะทำอะไรต่อมิอะไรได้ แต่ยังมีข้อห้ามที่ทั้งคุณแม่คนใหม่และลูกตัวน้อยไม่ควรทำ และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ เอาไว้รอให้ร่างกายแข็งแรงเหมือนเดิมแล้วคอยทำตามใจชอบดีกว่าค่ะ

Mom
          หลากหลายข้อที่มีไว้ก็เพื่อรักษาสุขภาพร่างกายคุณแม่ให้แข็งแรงกลับมาโดยเร็ว ซึ่งเป็นแผลดีกับแม่และลูกไปพร้อมกัน ยิ่งอยู่ในช่วงให้นมลูก แม่ต้องระวังเรื่องรักษาสุขภาพมากเป็นพิเศษเพราะสิ่งที่แม่กินจะถ่ายทอดผ่านทางน้ำนมแม่ไปถึงลูกด้วย

ห้ามดื่มแอลกอฮอล์
          เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะนอกจากแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะนอกจากแอลกอฮอล์จะส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูงแล้ว หากอยู่ในช่วงให้นมลูกอยู่แอลกอฮอล์ยังปนออกมากับน้ำนมแม่ นอกจากนั้นการดื่มแอลกอฮอล์ 1 แก้วจะทำให้ปริมาณน้ำนมลดลงถึง 23% และการดื่มมากกว่า 2 แก้วอาจจะยับยั้งปฏิกิริยาน้ำนมพุ่งด้วย นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยพบว่าการดื่มเป็นประจำทุกวันจะมีผลทำให้ลูกน้ำหนักขึ้นช้าและกล้ามเนื้อมัดใหญ่พัฒนาช้าลงด้วยนะคะ (ข้อมูลจาก www.thaibreastfeeding.com)
Advise : ดื่มน้ำสะอาด นมและน้ำผลไม้จะช่วยสร้างความสดชื่นและมีประโยชน์กับสุขภาพ แล้วการดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆยังช่วยให้น้ำนมแม่ไหลคล่องขึ้น ซึ่งยังทำให้ผิวพรรณสดใสและไม่แห้งตึงด้วยนะคะ

ห้ามกินของแสลง
          งดกินอาหารประเภทหมักดอง อาหารค้างคืน อาหารที่มีสารปรุงแต่ง เพราะอาจจะทำให้ท้องเสียเสาะท้อง หรือท้องอืดได้ง่าย ส่วนยางหรือสมุนไพรที่อวดอ้างว่ามีสรรพคุณช่วยเพิ่มน้ำนมหรือเร่งให้มดลูกเข้าอู่เร็วนั้นไม่ควรกิน เพราะอาจจะมีส่วนผสมของสารสเตยรอยด์ ยิ่งอยู่ในช่วงให้นมสิ่งที่แม่กินเข้าไปก็จะถ่ายทอดไปยังลูกด้วย
Advise : เลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่เน้นผักและผลไม้ รวมถึงดื่มน้ำสะอาดเป็นประจำ

ห้ามกินยา
          งดใช้ยากลุ่มรักษาสิว ยาปฏิชีวนะ ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ยากระตุ้นฮอร์โมนหรือยารักษาโรคประจำตัว ฯลฯ รวมถึงยามที่อยู่ในกลุ่มสารเสพติด เช่น ยานอนหลับ ยาแก้ปวดชนิดต่างๆเพราะจะถ่ายทอดไปถึงลูกผ่านทางน้ำนมค่ะ
Advise : หากคุณแม่จำเป็นต้องกินยา ควรปรึกษาคุณหมอก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดกับลูกและตัวคุณแม่เองค่ะ

ห้ามเครียด (เกินเหตุ)
          นอกจากจะทำให้น้ำนมน้อยแล้ว ความเครียดส่งผลกระทบต่ออารมณ์และจิตใจ ซึ่งลูกซึมซับและสัมผัสได้จากแม่โดยเฉพาะช่วงหลังคลอดคุณแม่อาจจะเกิดอาการซึมเศร้าหลังคลอดได้ (หากเป็นนานกว่า 4 สัปดาห์ควรพบคุณหมอค่ะ)
Advise : ทางที่ดีคุณแม่ควรจะหาผู้ช่วยมาแบ่งเบาภาระต่างๆเช่น งานบ้าน การดูแลลูกโต ฯลฯ เพื่อที่แม่จะได้มีเวลาพักผ่อนคลายทำให้ไม่เครียดจนเกินไปด้วยค่ะ

ห้ามออกกำลังกาย(หนัก)
          การออกกำลังกายที่หนักหน่วง รุนแรงโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง เพราะจะส่งผลต่อมดลูก ช่องคลอด และฝีเย็บ นอกจากนั้นการขยับเขยื้อนร่างกายอย่างรุนแรงและบ่อยครั้งในช่วงนี้จะทำให้มดลูกต่ำ หมายถึงภาวะที่มดลูกเคลื่อนตัวลงมาจากตำแหน่งปกติที่มันควรจะอยู่ ซึ่งหากต่ำมากๆอาจจะมีอาการปัสสาวะลำบากไอจามแล้วปัสสาวะเล็ด และอั้นปัสสาวะลำบาก
Advise : หากต้องการออกกำลังกายควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเลือกท่าบริหารที่ไม่กระทบกับช่องท้องมดลูก ฝีเย็บ สำหรับคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติเริ่มออกกำลังกายได้เมื่อหลังคลอดไปแล้วประมาณ 2 – 3 วัน ส่วนคุณแม่ผ่าคลอดแม่ผ่าคลอดคงต้องรอจนครบ 1 เดือนหรือให้แผลผ่าตัดสมานกันสนิทแล้วจึงเริ่มออกกำลังกายได้ค่ะ

ห้ามยกของหนัก
          อย่าเพิ่งโชว์พลังยกของหนักเลยค่ะ เพราะการออกแรงยกของหนักจะต้องเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง ซึ่งจะกระทบกระเทือนกับแผลผ่าคลอดหรือมดลูก โดยเฉพาะถ้าคุณแม่ผ่าคลอดยิ่งต้องระวังให้มาก เพราะแผลผ่าคลอดอาจจะปริหรือแกขาดได้ค่ะ
Advise : ปกติแล้วหลังคลอด 1 เดือน ทั้งแผลผ่าคลอดและมดลูกจึงจะกลับมาเข้าที่และแข็งแรงขึ้น ดังนั้นช่วงนี้งานหนักหรืองานยกของต่างๆต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณพ่อไป คุณแม่เลี้ยงลูกให้นมแม่ก็พอค่ะ

ห้ามมีเซ็กซ์
          การมีเซ็กซ์หลังคลอดในช่วงที่เย็บยังไม่แห้งสนิท และน้ำคาวปลายังไหลอยู่ นอกจากจะไม่น่าอภิรมย์แล้ว ขณะร่วมเพสอาจจะเจ็บ เกิดแผลฉีกขาดแถมติดได้ด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพคุณแม่อย่างแน่นอน
Advise : ให้คุณพ่ออดใจรอหลังคลอดอย่างน้อย 6 สัปดาห์ เรียกว่าเป็นการรอให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาพปกติแล้วยังเป็นการรอให้มดลูกเข้าสู่สภาพปกติ เพราะหลังคลอดผนังมดลูกจะเกิดแผลมีเลือดไหลจากแผลที่เรียกว่า น้ำคาวปลานั่นเองล่ะคะ แล้วโดยธรรมชาติมดลูกจะหดรัดตัวเพื่อให้แผลเล็กลง ซึ่งจะยิ่งหดรัดดียิ่งขึ้นเมื่อเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่งดเซ็กซ์ แล้วเป็นช่วงเวลาที่มดลูกจะหดตัวเหลือขนาดปกติ แถมยังเป็นการคุมกำเนิดตามธรรมชาติด้วยนะคะ

 
ขอขอบคุณนิตยสาร Modernmom ฉบับเดือนธันวาคม 2550 เอื้อเฟื้อบทความ